ในช่วง Black Friday ปีที่แล้ว ราชินีแร็ปเปอร์แห่งยุโรปและอเมริกาNicki Minaj หรือที่ชาวเน็ตจีนรู้จักกันในชื่อ “麻辣鸡” ได้เปิดไลฟ์สดสุดพิเศษบน TikTok——ขายเล็บปลอมแบบสวมใส่

ไลฟ์สดนี้เป็นการโปรโมตแบรนด์ที่เธอสร้างขึ้นเองPink Friday Nails โดยมีผู้ชมสะสมสูงถึง3.6 ล้านคน สร้างสถิติไลฟ์สด TikTok ที่ได้ยอดไลก์ทะลุสิบล้านเร็วที่สุด และเพิ่มยอดผู้ติดตามในครั้งเดียวมากกว่า 50,000 คน

ในไลฟ์สด เธอลองใส่เล็บปลอมไปพร้อมกับพูดคุยกับแฟนๆ จนทำให้ยอดขายสินค้าทะลุ20,000 ออเดอร์ และทำให้ยอดค้นหา “เล็บปลอมแบบสวมใส่” พุ่งขึ้นถึง300%

เครดิตภาพ: TikTok

ไลฟ์สดนี้สอดคล้องกับคำพูดขำๆ ของชาวเน็ตว่า:จุดจบของจักรวาลคือไลฟ์สดขายของ!

แล้วแบรนด์ Pink Friday Nails ที่ทำให้ผู้บริโภคยุโรปและอเมริกาคลั่งไคล้จนต้องแห่ซื้อเพิ่มนี้ มีที่มาอย่างไร?

เรามาดูกันเลย!

เครดิตภาพ: Pink Friday Nails

“ความกังวลเรื่องเล็บ” ของคุณแม่ซุปตาร์

ย้อนกลับไปในปี2020 Nicki Minaj ที่เพิ่งเป็นคุณแม่ กำลังวุ่นวายกับชีวิตเลี้ยงลูกจนหัวหมุน

วันหนึ่งเธอมองดูเล็บที่สะอาดของตัวเองแล้วก็รู้ตัวว่า เธอไม่ได้เข้าร้านทำเล็บมา 3 เดือนเต็มๆ สำหรับดาราสาวที่ขึ้นชื่อเรื่องเล็บสุดเนี้ยบแบบนี้ ถือว่าแทบจะทนไม่ได้

ผู้ก่อตั้ง Nicki Minaj และลูกชายของเธอ เครดิตภาพ: อินเทอร์เน็ต

เธอจึงลองเล็บปลอมทุกแบบที่มีในตลาด ผลคือยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม เล็บปลอมพลาสติกที่ขายในร้านราคา 5 ดอลลาร์ ติดได้ไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็กาวหลุด ส่วนแบบสั่งทำมือจากช่างทำเล็บแม้จะสวยแต่ราคาเฉลี่ยเกิน 50 ดอลลาร์ แถมต้องจองล่วงหน้าสองสัปดาห์

สถานการณ์ “ต้องทนหรือไม่ก็ต้องจ่ายแพง” แบบนี้ จุดประกายไอเดียธุรกิจของเธออย่างเต็มที่

Nicki จึงชวนช่างทำเล็บคู่ใจที่ร่วมงานกันมานานYvett Garcia มาวางแผนธุรกิจในช่วงว่างจากการเลี้ยงลูก ตั้งใจจะทำเล็บปลอมแบบสวมใส่ที่มีคุณภาพระดับซาลอน เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ที่สำคัญราคาต้องไม่เกิน20 ดอลลาร์โดยประมาณ

ช่างทำเล็บ Yvett Garcia เครดิตภาพ: อินเทอร์เน็ต

หลังจากทดลองและปรับปรุงนานถึงสี่ปี ในเดือนมีนาคม 2024 แบรนด์ Pink Friday Nails ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อม 11 ซีรีส์

ไลน์สินค้า ครอบคลุมรูปทรงเล็บ 4 แบบ ได้แก่ ปลายแหลม ปลายเหลี่ยม ทรงอัลมอนด์ และทรงโลงศพ ตั้งแต่แบบสั้นสำหรับสาวออฟฟิศ ไปจนถึง XXL สำหรับสายปาร์ตี้

รุ่นพื้นฐานสีล้วนใช้ฐานเล็บโค้งหนา เพิ่มความแนบสนิทกว่าปกติ 30% ส่วน “ซีรีส์ราชินี” ที่ประดับคริสตัล 400 เม็ด ราคาขาย 29.99 ดอลลาร์ ถูกกว่าสินค้าสั่งทำแบบเดียวกันถึง 60%

เครดิตภาพ: Pink Friday Nails

ใน Black Friday ปีเดียวกัน Nicki Minaj ไลฟ์สดขายของบน TikTok ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีผู้ชมไลฟ์สูงถึง 3.6 ล้านคน และทำให้ซีรีส์“on my tippies” กลายเป็นสินค้าทำเล็บที่มียอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ของแพลตฟอร์ม

ซีรีส์ “on my tippies” เครดิตภาพ: Pink Friday Nails

เจาะตลาดต่างประเทศด้วย 3 แพลตฟอร์ม

การที่ Pink Friday Nails กลายเป็นกระแสในเวลาเพียงครึ่งปี ส่วนหนึ่งมาจากการวางกลยุทธ์อย่างละเอียดบน 3 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างประเทศ ได้แก่ TikTok, Instagram และ Facebook

กลยุทธ์ของทั้งสามแพลตฟอร์มชัดเจน:TikTok สร้างไวรัล, Instagram สร้างแบรนด์, Facebook ให้ข้อมูลเชิงลึก

บน TikTok แบรนด์ Pink Friday Nails เน้น“เอฟเฟกต์คนดัง + ประสบการณ์ผู้ใช้จริง”เป็นหลัก

เครดิตภาพ: TikTok

ปัจจุบันบัญชี TikTok อย่างเป็นทางการของแบรนด์@pinkfridaynails มียอดผู้ติดตามแล้ว49,000 คน ยอดไลก์รวมมากกว่า816,000

วิดีโอที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือคลิปตัดจากไลฟ์ Black Friday ของ Nicki Minaj มียอดวิวถึง2.8 ล้าน ยอดไลก์มากกว่า 353,100

เครดิตภาพ: TikTok

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า อิทธิพลของ IP คนดังชัดเจนมาก

วิดีโอที่มีคำว่า “Nicki Minaj” ในชื่อหรือหน้าปก มียอดวิวเกินล้านแทบทุกคลิป

เช่น อินฟลูเอนเซอร์ที่ร่วมงานกับ Pink Friday Nails อย่าง@Shirley(10,400 ผู้ติดตาม) โพสต์วิดีโอแกะกล่องโดยใช้ชื่อ “Nicki Minaj Nails” ทำให้ยอดวิวพุ่งถึง1.4 ล้าน ยอดไลก์มากกว่า129,700

แสดงให้เห็นว่าชื่อของคนดังเป็นเหมือนตราทองที่ดึงดูดผู้ใช้ให้คลิกได้อย่างรวดเร็ว

เครดิตภาพ: TikTok

นอกจากใช้กระแสคนดัง Pink Friday Nails ยังร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็ก เช่น@YanciArmani ที่มีผู้ติดตามเพียง3,300 เธอโพสต์วิดีโอรีวิวตั้งแต่แกะกล่องจนปรับเล็บปลอม ยอดวิวถึง1.4 ล้าน ยอดไลก์มากกว่า 83,300

เนื้อหาประเภทนี้แม้จะไม่ได้ตัดต่อซับซ้อน แต่การโชว์รายละเอียดการใช้จริงของคนธรรมดากลับสร้างความรู้สึกร่วมได้ง่ายกว่า

เครดิตภาพ: TikTok

เมื่อมาที่ Instagram ภาพลักษณ์ของ Pink Friday Nails จะดูหรูหราขึ้นทันที

ในบัญชีที่มีผู้ติดตาม167,000 ภาพเปิดตัวสินค้าใหม่ถ่ายออกมาราวกับแฟชั่นแมกกาซีน นางแบบใส่เล็บปลอมประดับคริสตัลโพสต์ท่า หรือถ่ายโคลสอัพคู่กับเครื่องประดับโลหะ

เครดิตภาพ: Instagram

เนื้อหาเหล่านี้ไม่ได้ขายของตรงๆ แต่สื่อสารแนวคิดว่า“เล็บคือส่วนหนึ่งของแฟชั่น” สำหรับผู้หญิงที่ใส่ใจคุณภาพชีวิต ภาพลักษณ์แบบนี้บางครั้งมีพลังมากกว่าการลดราคา

เครดิตภาพ: Instagram

ส่วนบน Facebook บัญชีทางการของ Pink Friday Nails มีผู้ติดตาม4,354 เนื้อหาหลักเน้นรายละเอียดสินค้าและผลลัพธ์หลังใส่เล็บปลอม

เครดิตภาพ: Facebook

เมื่อเทียบกับ TikTok และ Instagram กลุ่มผู้ใช้ Facebook จะให้ความสำคัญกับฟังก์ชันและประสบการณ์การใช้งานสินค้ามากกว่า

Pink Friday Nails ดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเล็บปลอมที่ใช้งานได้จริง ด้วยการโชว์รายละเอียดสินค้า

เครดิตภาพ: Facebook

เว็บไซต์อิสระ: ดึงทราฟฟิกแบบแม่นยำด้วยสองกลไก

นอกจากนี้ Pink Friday Nails ยังสร้างเว็บไซต์อิสระของแบรนด์ด้วย

หน้าแรกของเว็บไซต์ไม่มีโฆษณาสินค้าเกลื่อนกลาด มีแต่ภาพโคลสอัพเล็บปลอมโชว์รายละเอียดสินค้า

เครดิตภาพ: Pink Friday Nails

เมื่อเข้าไปที่หน้าสินค้า แต่ละแบบจะมีภาพมือใส่เล็บปลอมจริง พร้อมคะแนนดาว (1-5 ดาว) ให้ผู้ใช้เห็นผลลัพธ์จริงและใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

เครดิตภาพ: Pink Friday Nails

จากข้อมูลพบว่า ทราฟฟิกของเว็บไซต์อิสระ Pink Friday Nails46.15% มาจากการค้นหาโดยตรง ผู้ใช้ส่วนใหญ่เข้าผ่านการค้นหาคำว่า"Nicki Minaj Nails""false nails""stick-on nails" เป็นต้น

แสดงให้เห็นว่า กลยุทธ์ SEO ของแบรนด์มีประสิทธิภาพสูง ด้วยการผูกชื่อคนดัง (Nicki Minaj) กับคีย์เวิร์ดหลัก ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายจำนวนมาก

โซเชียลมีเดียมีสัดส่วนทราฟฟิก29.38% เป็นช่องทางอันดับสอง เห็นได้ชัดว่าคอนเทนต์และการรีวิวจากอินฟลูเอนเซอร์ช่วยดึงผู้ใช้ใหม่เข้าสู่เว็บไซต์อิสระจำนวนมาก

เครดิตภาพ: similarweb

จับจังหวะตลาดอย่างแม่นยำในกระแสอุตสาหกรรม

นอกจากกลยุทธ์ที่แม่นยำแล้ว การเติบโตแบบก้าวกระโดดของ Pink Friday Nails ยังได้อานิสงส์จากสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย

ข้อมูลจาก Grandviewresearch ระบุว่า ในปี 2023 ตลาดเล็บปลอมทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ696.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าในปี 2024-2030 จะเติบโตด้วยอัตราเฉลี่ยต่อปีที่6.5%

การเติบโตนี้สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการ“สวยแบบประหยัดเวลา” ทั้งประหยัดเวลาและยังดูดีได้

เครดิตภาพ: grandviewresearch

สินค้ากลุ่มเล็กก็สร้างตลาดใหญ่ได้!

กรณีศึกษาของ Pink Friday Nails เผยให้เห็นเทรนด์หนึ่ง:

ผู้บริโภคต่างประเทศยินดีจ่ายเพื่อ “ประหยัดเวลา” และ “ตอบโจทย์ตัวเอง”

ขณะที่ซัพพลายเชนในประเทศยังแข่งขันด้านราคา ตลาดโลกกลับรอคอยนวัตกรรมที่แก้ปัญหาได้จริง

และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างประเทศอย่าง TikTok คือช่องทางที่แบรนด์สามารถสื่อสารกับผู้ใช้ต่างชาติได้โดยตรง เว็บไซต์อิสระก็ช่วยลดอุปสรรคในการออกสู่ตลาดโลก

ด้วยเหตุนี้ แบรนด์ที่ยังไม่ออกสู่ตลาดต่างประเทศควรเริ่มลงมือได้แล้ว

แทนที่จะติดอยู่กับสงครามราคาต่ำในประเทศ ควรคว้าโอกาสจากกระแสโลกาภิวัตน์นี้ เริ่มจากแก้ปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้ ใช้รายละเอียดสินค้าและคอนเทนต์โซเชียลมีเดีย เล่าเรื่องใหม่ในตลาดต่างประเทศ!