ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติกำลังค่อยๆ แทรกซึมจากอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค ด้วยการเปลี่ยนแปลงและยกระดับของอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงความต้องการเฉพาะบุคคลที่เพิ่มขึ้น ความต้องการผลิตภัณฑ์การพิมพ์ 3 มิติจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงผู้ใช้รายบุคคลจึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากข้อมูลของ fortunebusinessinsights ขนาดตลาดการพิมพ์ 3 มิติทั่วโลกในปี 2024 มีมูลค่า 19.33 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าในช่วงปี 2025 ถึง 2032 อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้นของตลาดนี้จะอยู่ที่ประมาณ 23.4%
ภายในปี 2032 ขนาดตลาดการพิมพ์ 3 มิติทั่วโลกคาดว่าจะทะลุ 101.74 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ที่มา: fortunebusinessinsights
ในบริบทของตลาดเช่นนี้ แบรนด์ Bambu Lab จากเซินเจิ้น ประเทศจีน ได้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ โดยใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติเป็นจุดขาย เจาะเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นผู้นำในวงการเครื่องพิมพ์ 3 มิติระดับผู้บริโภคทั่วโลก
มีรายงานว่า ในปี 2023 รายได้รวมทั้งปีของแบรนด์นี้สูงถึง 2.7 พันล้านหยวน; และในปี 2024 รายได้รวมทั้งปีโดดเด่นยิ่งขึ้น อยู่ระหว่าง 5.5 ถึง 6 พันล้านหยวน ใกล้แตะ 6 พันล้านหยวน ทิศทางการเติบโตไม่อาจมองข้ามได้!
แล้วแบรนด์ Bambu Lab ก้าวสู่ความนิยมในตลาดต่างประเทศได้อย่างไรทีละขั้นตอน?
ที่มา: Bambu Lab
จากทีมงานมืออาชีพสู่ทีมสตาร์ทอัพ: จุดกำเนิดของแบรนด์
ตามข้อมูลที่ทราบ แบรนด์ Bambu Lab ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการที่เซินเจิ้นในปี 2020 โดยกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบเครื่องพิมพ์ 3 มิติที่มีพื้นฐานด้านการวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง
ผู้ก่อตั้งคุณเถา เคยเป็นวิศวกรวิจัยและพัฒนาที่ DJI หลังจากลาออก ได้รวบรวมอดีตผู้บริหาร วิศวกรของ DJI รวมถึงบุคลากรเทคนิคหลักจากบริษัทชั้นนำอย่าง Alibaba, ByteDance มาร่วมกันก่อตั้งธุรกิจ
บุคคลระดับผู้ก่อตั้งเหล่านี้ล้วนมีประสบการณ์มากมายในด้านเครื่องกล การออกแบบเชิงกล การควบคุมการเคลื่อนไหว วิสัยทัศน์ของเครื่องจักร และปัญญาประดิษฐ์
ที่มา: Bambu Lab
ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ทีมงานได้ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้เทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรมมาสร้างผลิตภัณฑ์ระดับผู้บริโภค ทำให้การพิมพ์ 3 มิติง่ายและราคาถูกลง
แนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์ในผลิตภัณฑ์ซีรีส์แรก Bambu Lab X1 ที่เปิดตัวในปี 2022
ทีมเลือกใช้แพลตฟอร์ม Kickstarter ที่เป็นแหล่งรวมของเหล่ากี๊ก โดยเผยแพร่บันทึกการวิจัยและพัฒนา แสดงบันทึกการทดสอบเวอร์ชันต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจจากวิศวกรและนักออกแบบผลิตภัณฑ์
ท้ายที่สุด ด้วยยอดระดมทุน 47.28 ล้านหยวน ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร TIME ของสหรัฐฯ ว่าเป็น "สิ่งประดิษฐ์ยอดเยี่ยมแห่งปี"
ที่มา: Bambu Lab
การตลาดโซเชียลมีเดีย: ใช้ "ภาพที่มองเห็นได้" พิชิตกลุ่มเป้าหมาย
ในยุคโซเชียลมีเดีย การมีแค่ผลิตภัณฑ์ที่ดีไม่เพียงพอที่จะทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว
ด้วยเหตุนี้ Bambu Lab จึงทุ่มเทกับการตลาดในต่างประเทศอย่างมาก โดยอาศัยข้อได้เปรียบของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักอย่าง TikTok, YouTube เพื่อเพิ่มความเร็วและขอบเขตการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
TikTok: ดึงดูดผู้ใช้รุ่นใหม่ด้วยวิดีโอสั้นสุดสร้างสรรค์
Bambu Lab ใช้ TikTok เป็นฐานการตลาดหลัก โดยนำเสนอเนื้อหาที่เข้าใจง่ายและสนุกสนาน เพื่อแสดงการใช้งานจริงของเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
จนถึงปัจจุบัน บัญชี TikTok อย่างเป็นทางการ @bambulab_official มีผู้ติดตามสะสม 159,700 คน และมียอดถูกใจถึง 1.8 ล้านครั้ง
ที่มา: TikTok
เนื้อหาส่วนใหญ่ที่แบรนด์เผยแพร่จะเน้นไปที่ "การใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติสร้างของใช้ในชีวิตประจำวัน" เช่น ที่วางโทรศัพท์ ของตกแต่งโต๊ะ เปลือกเมาส์ รองเท้าแตะ ของเล่นเด็ก ฯลฯ ทำให้ผู้ใช้สัมผัสได้ถึงคุณค่าและความสนุกของเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างเช่น วิดีโอ TikTok ที่มียอดรับชมสูงสุดในบัญชีนี้ ได้แสดงการใช้เครื่องพิมพ์ 3 มิติของ Bambu Lab ผลิตของตกแต่งรูปสิงโตที่สมจริงมาก ดึงดูดผู้ที่สนใจเครื่องพิมพ์ 3 มิติให้เข้ามาชมจำนวนมาก
ปัจจุบัน มียอดรับชมถึง 15.7 ล้านครั้ง และมียอดถูกใจ 237,300 ครั้ง ผลลัพธ์การโปรโมตยอดเยี่ยมมาก
ที่มา: TikTok
Bambu Lab ยังให้ความสำคัญกับการตลาดผ่านอินฟลูเอนเซอร์ โดยร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์สาย 3D Printing และเทคโนโลยีบน TikTok เพื่อสร้างวิดีโอโปรโมตสุดสร้างสรรค์ จนเกิดการแพร่กระจายแบบไวรัลบนแพลตฟอร์ม
อินฟลูเอนเซอร์สาย 3D Printing @ellygmr ที่มีผู้ติดตาม 685,100 คน ก็ได้ถ่ายวิดีโอสั้นสุดสร้างสรรค์ให้กับเครื่องพิมพ์ 3 มิติของ Bambu Lab
ที่มา: TikTok
ในวิดีโอ อินฟลูเอนเซอร์คนนี้ได้ถ่ายกระบวนการแกะกล่องทั้งหมด แล้วนำเสนอของตกแต่งเล็กๆ ที่สร้างจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติของ Bambu Lab ซึ่งสามารถเปลี่ยนรูปทรงและสีได้ตามใจชอบ การสาธิตผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ ทำให้ฟังก์ชันและประสบการณ์ใช้งานของเครื่องพิมพ์ 3 มิติถูกถ่ายทอดอย่างชัดเจน
จนถึงปัจจุบัน วิดีโอสั้นสุดสร้างสรรค์นี้มียอดรับชมทะลุ 1 ล้านครั้ง และมียอดถูกใจ 37,200 ครั้ง ดึงดูดให้ผู้ใช้บางรายคอมเมนต์ถามว่า "สามารถซื้อเครื่องพิมพ์ 3 มิตินี้ได้ที่ไหน?" "ซื้อที่โคลอมเบียได้ที่ไหน?"
ผลลัพธ์การเปลี่ยนยอดขายเห็นได้ชัดเจน
ที่มา: TikTok
YouTube: รีวิวเชิงลึกโดนใจสายฮาร์ดคอร์
เมื่อเทียบกับเนื้อหาสายบันเทิงบน TikTok Bambu Lab ใช้กลยุทธ์ที่เป็นมืออาชีพมากขึ้นบน YouTube โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นวิศวกร นักออกแบบ และผู้ใช้สายฮาร์ดคอร์
แบรนด์ร่วมมือกับยูทูบเบอร์สายเทคโนโลยี ทำคอนเทนต์รีวิวเชิงลึก ทดสอบเปรียบเทียบ ฯลฯ เพื่อตอบคำถามสำคัญของผู้ใช้เป้าหมาย เช่น ความแม่นยำในการพิมพ์ ความเร็ว ความง่ายในการใช้งาน
ยูทูบเบอร์สายเทคโนโลยี Mark Spurrel ที่มีผู้ติดตาม 239,000 คน ก็เป็นหนึ่งในผู้ร่วมงานกับแบรนด์ โดยเขาได้ถ่ายวิดีโอรีวิวเครื่องพิมพ์ Bambu Lab A1 อย่างละเอียด
เนื้อหาการรีวิวครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญที่ผู้บริโภคสนใจ ได้แก่ ความแม่นยำของการพิมพ์ เวลาที่ใช้ในการพิมพ์ และความยากง่ายในการควบคุมเครื่องพิมพ์ จนถึงปัจจุบัน มียอดรับชม 210,000 ครั้ง
ที่มา: YouTube
ผู้ใช้จำนวนมากหลังดูรีวิวแล้วสั่งซื้อทันที และแชร์ประสบการณ์ใช้งานในคอมเมนต์ ส่งผลให้เกิดการบอกต่อที่เป็นประโยชน์ต่อแบรนด์:
"ฉันเพิ่งซื้อเครื่องพิมพ์ A1 ในช่วงโปรโมชั่น Black Friday และพอใจมาก"
"วิดีโอยอดเยี่ยมมาก ฉันเพิ่งได้เครื่อง A1 เครื่องแรก และเริ่มตั้งตารอที่จะใช้มันพิมพ์ 3 มิติ"
ที่มา: YouTube
สร้างเว็บไซต์อิสระ: วางรากฐานแบรนด์สู่ตลาดโลก
ในกระบวนการขยายตลาดต่างประเทศ Bambu Lab ยังใช้กลยุทธ์การขายหลายช่องทาง นอกจากเข้าร่วมแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซหลักอย่าง Amazon แล้ว ยังให้ความสำคัญกับการสร้างเว็บไซต์อิสระของตนเอง
การมีเว็บไซต์อิสระทำให้ Bambu Lab มีพื้นที่นำเสนอเนื้อหาได้อย่างครบถ้วน ด้วยการออกแบบหน้าเว็บที่เรียบง่ายและเป็นมืออาชีพ ระบบภาพผลิตภัณฑ์ที่เป็นหนึ่งเดียว และคำอธิบายทางเทคนิคที่ละเอียด ถ่ายทอดคุณค่าหลัก "ประสิทธิภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้" สู่ผู้ใช้
เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มบุคคลที่สาม เว็บไซต์อิสระยังช่วยหลีกเลี่ยงการรบกวนจากแบรนด์อื่นๆ ทำให้ความสนใจของผู้บริโภคมุ่งเน้นไปที่ผลิตภัณฑ์และจุดแข็งด้านเทคโนโลยีของ Bambu Lab อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ เว็บไซต์อิสระยังเป็นฐานปฏิบัติการที่มั่นคงให้กับ Bambu Lab
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซบุคคลที่สามมักมีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ ปรับหมวดหมู่ ฯลฯ ที่ไม่แน่นอน ในขณะที่เว็บไซต์อิสระทำให้ Bambu Lab ควบคุมจังหวะการตลาดได้เอง หลีกเลี่ยงความผันผวนจากนโยบายแพลตฟอร์ม สร้างเครือข่ายการขายต่างประเทศที่มั่นคง วางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตระยะยาวของแบรนด์
จะเห็นได้ว่า แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศมักจะไม่พึ่งพาช่องทางขายเพียงช่องทางเดียว การพัฒนาหลายช่องทางควบคู่กันจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
ที่มา: Bambu Lab
ข้อคิด: การบุกตลาดโลกต้องใช้ทั้งเทคโนโลยี + ความเข้าใจผู้ใช้
กรณีศึกษาของ Bambu Lab พิสูจน์ให้เห็นว่า การผสานพลังระหว่างศักยภาพด้านเทคโนโลยีและความเข้าใจผู้ใช้คือ "กุญแจทอง" สู่การเปิดตลาดต่างประเทศ
เมื่อการผลิตในจีนไม่ต้องพึ่งพาแค่ข้อได้เปรียบด้านราคา แต่ใช้เทคโนโลยีระดับอุตสาหกรรมและการตลาดที่แม่นยำเพื่อตอบสนองความต้องการระดับผู้บริโภค ก็จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น
สำหรับบริษัทจีนที่กำลังมองหาโอกาสในตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสาย 3D Printing หรือเทคโนโลยีอื่นๆ หากสามารถเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ต่างประเทศตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขัดเกลาความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และวางแผนการสื่อสารที่เหมาะกับตลาดท้องถิ่น ก็จะมีโอกาสประสบความสำเร็จในตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ตลาดต่างประเทศเต็มไปด้วยโอกาส บริษัทต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อใช้ศักยภาพและความจริงใจคว้าการยอมรับจากผู้บริโภคต่างประเทศ


