การทำแบรนด์ไปต่างประเทศบน TikTok หลายคนคิดว่าต้องทุ่มเงินจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

แต่กรณีศึกษาจริงบอกเราว่า อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลางและเล็กมักจะสร้างผลงานที่น่าทึ่งได้มากกว่า

เมื่อเทียบกับอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปที่มีผู้ติดตามหลักล้าน อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลางและเล็กที่มีผู้ติดตามหลักหมื่นหรือหลักแสน กลับสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและนำเสนอเนื้อหาที่จริงใจ ทำให้แบรนด์ใช้เงินน้อยกว่าแต่ได้ผลตอบแทนมากกว่า

วันนี้จะมาเจาะลึก 3 กรณีศึกษาของแบรนด์ มาดูกันว่าพวกเขาใช้กลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลางและเล็กเจาะตลาดต่างประเทศได้อย่างไร

ที่มา: Google

1. เลือก “สายเฉพาะทาง” ความแม่นยำของผู้ติดตามสำคัญกว่าจำนวน

หลายแบรนด์มักมองแค่จำนวนผู้ติดตามเวลาหาอินฟลูเอนเซอร์ คิดว่ายิ่งมีผู้ติดตามมากยิ่งเข้าถึงคนได้กว้าง แต่ระบบแนะนำของ TikTok คือ “จับคู่เนื้อหากับผู้ใช้” ดังนั้นแทนที่จะเลือกอินฟลูเอนเซอร์สายกว้างที่มีผู้ติดตามหลักล้าน ควรเลือกอินฟลูเอนเซอร์สายเฉพาะที่แม่นยำ แม้จะมีผู้ติดตามไม่มาก แต่กลุ่มผู้ติดตามมักเป็นคนที่มีความต้องการชัดเจนต่อสินค้าประเภทนั้นๆ อัตราการเปลี่ยนเป็นลูกค้าจึงสูงกว่า

กรณีศึกษา: BambuLab เจาะตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์สายเฉพาะ

แบรนด์เครื่องพิมพ์ 3D BambuLab ร่วมงานกับ @ellygmr ที่มีผู้ติดตาม 685,100 คน ซึ่งไม่ถือว่าเป็นอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปใน TikTok แต่เธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน 3D Printing โดยเฉพาะ ผู้ติดตามของเธอจึงเป็นกลุ่มที่สนใจ 3D Printing จริงๆ ในวิดีโอ เธอรีวิวตั้งแต่แกะกล่องจนถึงสาธิตการพิมพ์ของตกแต่งอย่างสนุกสนาน ทุกอย่างโฟกัสที่ “3D Printing” อธิบายฟังก์ชันและประสบการณ์ใช้งานอย่างชัดเจน ผลคือวิดีโอนี้มียอดวิวทะลุล้าน คอมเมนต์เต็มไปด้วยคำถาม “ซื้อที่ไหน” เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเป็นลูกค้าได้อย่างแม่นยำ เมื่อเทียบกับการจ้างอินฟลูเอนเซอร์สายเทคโนโลยีระดับท็อป อินฟลูเอนเซอร์สายเฉพาะขนาดกลางและเล็กแบบนี้กลับมีประสิทธิภาพในการโปรโมทสูงกว่า

ที่มา: TikTok

2. ใช้ “สถานการณ์ในชีวิตจริง” สื่อสาร ดีกว่าโฆษณาตรงๆ

ผู้ใช้ TikTok ไม่ชอบโฆษณาที่แข็งทื่อ แต่ยินดีจ่ายให้กับสถานการณ์ในชีวิตจริง จุดแข็งของอินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลางและเล็กคือ เนื้อหาของพวกเขาดูเหมือน “เพื่อนแชร์” ไม่ใช่ “ดาราขายของ” ทำให้ผู้ใช้รู้สึกอินว่า “นี่แหละสิ่งที่ฉันต้องการ” สิ่งที่แบรนด์ควรทำคือ ให้เขานำสินค้าไปอยู่ในสถานการณ์จริงในชีวิตประจำวัน ใช้วิธี “ซึมซับโดยไม่รู้ตัว” เพื่อสร้างความประทับใจให้ผู้ใช้

กรณีศึกษา: สูตรไวรัล 16 วินาทีของเครื่องดูดฝุ่น Eufy

Eufy ร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์สายทำความสะอาด @suuuuupoido ที่มีผู้ติดตามเพียง 217,200 คน แต่กลับสร้างวิดีโอไวรัลที่มียอดวิว 124.8 ล้านครั้ง ในวิดีโอไม่มีการอธิบายซับซ้อน มีแค่ฉากเดียว: อินฟลูเอนเซอร์ใช้เครื่องดูดฝุ่น Eufy ทำความสะอาดห้องนอนที่เต็มไปด้วยฝุ่นใน 16 วินาที สถานการณ์จริงนี้ตรงกับปัญหาของผู้ใช้ที่ “ทำความสะอาดยุ่งยาก” ทำให้จุดเด่นของสินค้า “ดูดแรง เร็ว” เห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับโฆษณาเนี๊ยบๆ ของอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อป วิดีโอสั้นที่มีบรรยากาศชีวิตจริงแบบนี้กลับทำให้ผู้ใช้เชื่อว่า “ของนี้ใช้ดีจริง”

ที่มา: TikTok

3. โฟกัส “จุดขายหลักของสินค้า” ให้ผู้ใช้เข้าใจคุณค่าในพริบตา

เนื้อหาของอินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลางและเล็กมักจะโฟกัสมากกว่า ไม่ถูกเบี่ยงเบนด้วยข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้อง เวลาร่วมงานกับแบรนด์ แค่จับจุดขายหลักแล้วนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ก็ทำให้ผู้ใช้จดจำคุณค่าของสินค้าได้ง่าย เพราะเวลาผู้ใช้เลื่อน TikTok มีสมาธิจำกัด ถ้าสามารถอธิบายให้ชัดใน 15 วินาทีว่า “สินค้านี้ให้ประโยชน์อะไรกับฉัน” จะได้ผลดีกว่าการพูดข้อดีสิบข้อ

กรณีศึกษา: การสาธิต “เคสเดียวใช้ได้หลายแบบ” ของขาตั้ง PITAKA

แบรนด์อุปกรณ์ดิจิทัล PITAKA ร่วมงานกับ @cha.siuu ที่มีผู้ติดตาม 255,300 คน ในวิดีโอเขาทำแค่เรื่องเดียว: สาธิตการใช้ขาตั้ง iPad แบบยืดหยุ่น เขาปรับขาตั้งเป็นแนวนอนดูซีรีส์บ้าง แนวตั้งดูข้อความบ้าง ดีไซน์ขาตั้งที่ปรับได้ 4 มุมถูกนำเสนออย่างชัดเจน วิดีโอนี้ไม่ได้พูดถึงสเปกเทคนิคใดๆ เน้นแค่จุดเด่น “เคสเดียวใช้ได้หลายแบบ” ผลคือมียอดวิว 1.8 ล้านครั้ง มีผู้ใช้คอมเมนต์ว่า “ไม่มี iPad ยังอยากซื้อเลย” การสาธิตที่โฟกัสจุดขายแบบนี้ตรงใจผู้ใช้ที่ “ต้องการความสะดวกใช้งาน” มากกว่าโฆษณายาวๆ

ที่มา: TikTok

สรุป: อินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลางและเล็กคุ้มค่ากว่า

เมื่อดูทั้ง 3 กรณีศึกษาจะพบว่า กุญแจสำคัญของการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์บน TikTok ไม่ใช่ “จำนวนผู้ติดตาม” แต่คือ “เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้แม่นยำและเล่าเรื่องสินค้าได้ดีหรือไม่”

สำหรับแบรนด์ที่ต้องการไปต่างประเทศ แทนที่จะทุ่มเงินจ้างอินฟลูเอนเซอร์ระดับท็อปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ควรตั้งใจคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ขนาดกลางและเล็กที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย แม้จะไม่ได้ยอดวิวหลักร้อยล้าน แต่สามารถสร้างยอดขายจริงได้ นี่แหละคือ “สูตรความคุ้มค่า” ของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์