เส้นทาง “เทพเจ้า” ของแปรงขัดชักโครก
สองปีนี้ ดูเหมือนพฤติกรรมการบริโภคของทุกคนเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะปีนี้ที่ยิ่งเห็นชัดเจนมากขึ้น
เมื่อก่อนเน้นตามหาความทนทาน ใช้ของได้นานยิ่งได้รับความนิยม แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปหมดแล้ว ราวกับเราเข้าสู่ยุค “ประหยัดแต่หรู” และ “กลัวความยุ่งยาก” ไปพร้อมกัน
กระแสนี้ไม่เพียงแต่แรงในประเทศเท่านั้น แต่ยังข้ามทะเลไปต่างประเทศจนชาวต่างชาติก็หยุดไม่ได้
ล่าสุดมีแปรงขัดชักโครกแบบใช้ครั้งเดียวที่กำลังฮิตในTukeมาก ใน 30 วันที่ผ่านมา ขายได้ 83,000 ชิ้น ยอดขาย 766,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นเงินหยวนเกือบ 5.45 ล้านหยวน

ที่มา:Tuke shop
พูดถึงแปรงขัดชักโครกแบบใช้ครั้งเดียว คนที่ชอบช้อปออนไลน์คงคุ้นเคยดี
สินค้านี้เคยฮิตในประเทศช่วงหนึ่ง จุดขายคือราคาถูกและคุณภาพดี ในแพลตฟอร์มอย่าง Pinduoduo ชุดหนึ่งราคาไม่กี่หยวน ต้นทุนต่ำ กำไรสูง

ที่มา: Pinduoduo
โครงสร้างโดยรวมก็ง่ายมาก มีด้ามจับกับหัวแปรงแบบใช้ครั้งเดียวที่มีน้ำยาทำความสะอาดในตัว (จุดขาย) แค่จุ่มน้ำก็ใช้ได้ ใช้เสร็จแค่กดปุ่มที่ด้ามจับ หัวแปรงก็หลุดทิ้งลงถังขยะ สะดวกมาก
ดีไซน์ที่ตรงจุดเจ็บ “คนขี้เกียจ” นี้เอง ทำให้มันฮิตในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในประเทศด้วยความคุ้มค่าสูง
ในเมื่อขายดีในประเทศ ก็มีผู้ขายหันไปมองตลาดต่างประเทศเช่นกัน

ที่มา:Tuke
แปรงขัดชักโครกแบบใช้ครั้งเดียวที่ฮิตใน Tuke นี้ชื่อว่า Snofrid เป็นสินค้าจากร้าน Sigird ในโซนอเมริกา เปิดขายแค่สองเดือนกว่าๆ ก็ขายได้เกือบ 150,000 ชิ้น ยอดขายทะลุ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ตอนนี้อาศัยกระแส Black Friday รีบติดป้าย “Black Friday” ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วงนี้คาดว่ายอดขายจะพุ่งอีกระลอก

ที่มา:Tuke shop
กลยุทธ์การตลาดของ Sigird ก็คล้ายกับอีคอมเมิร์ซทั่วไป ในสองเดือนที่เปิดขาย ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ Tuke ถึง 1,336 คน โพสต์วิดีโอขายของ 1,176 คลิป เรียกได้ว่า “ยิงกระหน่ำ”
ผลลัพธ์ไม่ต้องพูดถึง ทุกคนเห็นกันอยู่แล้ว วิดีโอกว่าพันคลิป แค่คลิปเดียวถูกส่งถึงหน้าผู้บริโภคก็ถือว่าคุ้มแล้ว

ที่มา:Echotik
วิดีโอของอินฟลูเอนเซอร์ที่ร่วมมือกันก็มีเนื้อหาคล้ายกันหมด คือโชว์จุดเจ็บของแปรงขัดชักโครกแบบเดิมก่อน แล้วค่อยแนะนำข้อดีของแปรงขัดชักโครกแบบใช้ครั้งเดียว ใช้การเปรียบเทียบภาพเพื่อให้เห็นชัด

ที่มา:Tuke
ที่น่าสนใจคือ แม้ว่าวิดีโออินฟลูเอนเซอร์จะเยอะมาก แต่ยอดขายส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากไลฟ์หรือคลิปของพวกเขาโดยตรง
ข้อมูลแสดงว่า มากกว่า 70% ของรายได้มาจากผู้ใช้ที่เข้าไปที่หน้าร้านหรือค้นหาสินค้าในร้านโดยตรง
แปลว่าอะไร? หมายความว่าการตลาดช่วงแรก “ล้างสมอง” สำเร็จมาก สร้างการรับรู้แบรนด์และสินค้าได้แล้ว ทุกคนไปค้นหาและซื้อเอง

ที่มา:Echotik
เศรษฐกิจคนขี้เกียจระเบิด! สินค้าฮิตแต่ละตัวโชว์พลัง
คุณอาจคิดว่า นี่แหละคนสมัยใหม่ขี้เกียจขึ้นเรื่อยๆ ใช่แล้ว แต่ “ขี้เกียจ” ที่นี่ไม่ใช่คำในแง่ลบ
มันหมายถึงการแสวงหาชีวิตที่มีประสิทธิภาพ สะดวก และมีคุณภาพของคนยุคใหม่
ทุกคนไม่ได้ขี้เกียจจริงๆ แต่ไม่อยากเสียเวลาและพลังงานอันมีค่าไปกับงานบ้านที่ยุ่งยาก ซ้ำซาก และไม่มีความสุข
ดังนั้น สินค้าอะไรก็ตามที่ช่วยให้เราขี้เกียจและทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ล้วนมีโอกาสทางธุรกิจมหาศาล
ต่อไปเรามาดูตัวอย่าง “เครื่องมือคนขี้เกียจ” ที่คล้ายกับแปรงขัดชักโครกกัน:
ตัวอย่าง1: กระบะทรายแมวอัตโนมัติ
สำหรับทาสแมวทั่วโลก การทำความสะอาดกระบะทรายแมวทุกวันคือภาระหนัก
แต่แบรนด์จีน PetPivot เปิดตัวกระบะทรายแมวอัตโนมัติ ตอบโจทย์นี้ได้ตรงจุด ฮิตใน Tuke ยอดขายปีเดียวทะลุ 200 ล้านหยวน (รายละเอียดดูบทความก่อนหน้า “สาวเกิดปี 99 สตาร์ทอัพ Tuke 7 เดือนขึ้นอันดับ 1 หมวดหมู่!”)

ที่มา:Tuke
ตัวอย่าง2: เครื่องสั่นอัจฉริยะ
ในวงการฟิตเนส “ขี้เกียจ” ก็สร้างความต้องการตลาดมหาศาลเช่นกัน
แบรนด์จากหางโจว Merach โดดเด่นมาก เครื่องฝึกเอวและหน้าท้องปรับระดับได้ของพวกเขาขึ้นอันดับ 1 หมวดกีฬาและกลางแจ้งใน Tuke โซนอเมริกา เดือนที่ผ่านมาGMV สูงถึง 2,927,700 (รายละเอียดดูบทความก่อนหน้า “ลาออกจากอาลีบาบา ขายอุปกรณ์ฟิตเนสได้ 1,600 ล้าน! พลิกชีวิต!”))

ที่มา:Tuke
สินค้าฮิตเหล่านี้แม้จะต่างหมวดหมู่ แต่หลักการเหมือนกันหมด คือเริ่มจากจุดเจ็บในชีวิตประจำวัน แล้วใช้ดีไซน์ง่ายๆ ตรงจุดแก้ปัญหา
สำหรับผู้ขายข้ามแดน นี่อาจเป็นเส้นทางที่มั่นคงที่สุดในการแจ้งเกิด.
สินค้าของคุณช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดเวลา 1 นาที ลดความยุ่งยาก มันก็อาจกลายเป็น “ม้ามืด” ตัวต่อไปในตลาด
แรงบันดาลใจของคนคนเดียวมีจำกัด แต่ปัญญาของคนหมู่มากไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าคุณมีสินค้าดีๆ อย่าเก็บไว้คนเดียว!
ฝากประเภทสินค้าหรือจุดขายหลักของคุณไว้ในคอมเมนต์ ให้ทุกคนช่วยกันแนะนำดูว่ามันมีศักยภาพจะเป็น “ม้ามืด” ตัวต่อไปไหม!


