หมวดหมู่เล็บติดนี้ในสายตาของผู้ขายถือเป็นสินค้าที่ต้นทุนต่ำแต่สามารถตั้งราคาขายสูงได้ ชุดเซ็ตที่ขายใน 1688 เพียงไม่กี่สิบหยวนสามารถขายในต่างประเทศได้ในราคาหลายร้อยหยวนลักษณะกำไรขั้นต้นสูงเช่นนี้ทำให้ผู้ค้าจำนวนมากแย่งกันเข้ามาในตลาดนี้

แต่คนที่สามารถทำให้“ของชิ้นเล็ก”กลายเป็นแบรนด์ Tuke และทำยอดขายได้ถึงหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นกลับมีไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม หญิงสาวเชื้อสายไทยวัย 90 หลังคนหนึ่งกลับทำได้ แบรนด์ Glamnetic ที่เธอก่อตั้งในช่วง6 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายสะสมประมาณ83 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยในเดือนเดียวยอดขายสูงสุดถึง14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เธอทำได้อย่างไร? เล็บติดจริงๆ มีเสน่ห์มากขนาดนั้นเลยหรือ?

 

Ann McFerran ที่มา: Instagram

ไพ่ตายที่สาวๆ ปฏิเสธไม่ได้

จากข้อมูลพบว่าแบรนด์ Glamnetic ก่อตั้งขึ้นในปี 2019ผู้ก่อตั้งAnn McFerran เป็นหญิงสาวเชื้อสายไทยรุ่น 90 ที่มีความสามารถสูง เพราะความสนใจในเครื่องสำอางจึงเริ่มเข้าสู่วงการขนตาปลอมและเล็บปลอม

ในช่วงเริ่มต้นแบรนด์มุ่งเน้นไปที่“ขนตาปลอมแม่เหล็ก”ในการพัฒนาสินค้าในเวลาไม่ถึงสองปีก็ขยายขนาดธุรกิจจากประมาณ1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นระดับ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

ที่มา:Glamnetic

หลังจากดำเนินธุรกิจได้หนึ่งปีเพื่อทะลุเพดานการเติบโตของหมวดหมู่เดียวและเพิ่มมูลค่าต่อคำสั่งซื้อGlamneticแบรนด์ได้เปิดตัวกลยุทธ์การขาย “จัดชุดอิสระ” ในช่วงปลายปี 2020

ในขณะที่ยังคงรักษาขนตาปลอมแม่เหล็กเป็นสินค้าหลักพวกเขาได้แนะนำหมวดหมู่ใหม่คือเล็บติดแบบกด ส่งเสริมให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าหลายชิ้นในครั้งเดียวเพื่อรับส่วนลด

วิธีนี้ทำให้แบรนด์สามารถครองใจผู้บริโภคต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว,ยอดขายพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องในปี 2022 ยอดขายทั้งปีทะลุ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐสำเร็จ

ด้วยเหตุนี้เองGlamnetic จึงเริ่มลงทุนด้านการออกแบบมากขึ้น มุ่งสู่การเป็นแบรนด์เล็บและขนตาแบบแฟชั่นรวดเร็ว

 

ที่มา:X

“1+1>2”:กลยุทธ์ผสมผสานเพื่อเปลี่ยนยอดวิวเป็นยอดขาย

หลังจากเล่าถึงเส้นทางการเติบโตของแบรนด์แล้ว ก็มาถึงเรื่องที่ทุกคนสนใจคือการวางแผนช่องทางจำหน่าย

พูดถึงระบบปฏิบัติการของแบรนด์ Glamneticการทำงานร่วมกันแบบหลายแพลตฟอร์มถือเป็นหนึ่งในความสามารถหลักที่ทำให้แบรนด์โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง

พูดง่ายๆ คือใช้เว็บไซต์อิสระ+แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตออนไลน์ของแบรนด์ โดยดึงดูดทราฟฟิกจากโซเชียลมีเดียเข้าสู่เว็บไซต์อิสระเพื่อเปลี่ยนเป็นยอดขาย ทำให้เกิดวงจรปิดของทราฟฟิก

 

ที่มา:Glamnetic

1. แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

Glamneticแบรนด์มีการวางแผนบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวางทั้ง Tuke, Instagram, Facebook, X ฯลฯ วันนี้จะขอเน้นที่ Tuke และ Instagram

บนTuke Glamnetic ดูเหมือนจะเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยคอนเทนต์ โดยใช้ทั้งบัญชีทางการและความร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์จำนวนมาก ผลิตวิดีโอสอนใช้เล็บติด เปรียบเทียบก่อน-หลัง และชาเลนจ์แปลงโฉมต่างๆ เพื่อลดอุปสรรคในการเข้าใจของผู้ใช้

บัญชีทางการของแบรนด์มีผู้ติดตามแล้ว272,900 คนยอดวิวรวมของวิดีโอทั้งหมดถึง20.31 ล้านโดยวิดีโอเปิดตัวสินค้าใหม่จะมียอดวิวสูงกว่าปกติ เห็นได้ว่าผู้บริโภคให้ความสนใจกับนวัตกรรมคอนเทนต์และการอัปเดตสินค้าของแบรนด์อย่างต่อเนื่อง

 

ที่มา:Tuke

นอกจากนี้Ann McFerran ในฐานะผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็เปิดบัญชีใน Tuke เพื่อโปรโมตแบรนด์ด้วยตนเอง

ในวิดีโอของเธอ เธอจะแนะนำเทรนด์เล็บยอดนิยมในมุมมองส่วนตัว และสอนการแต่งหน้าที่เข้ากับเล็บ ทำให้แบรนด์ผูกกับ IP ส่วนตัวอย่างลึกซึ้งเพื่อเพิ่มยอดวิวสูงสุด

 

ที่มา:Tuke

เช่น วิดีโอแนะนำเล็บสั้นของ Glamnetic ที่เธอปล่อยในเดือนมิถุนายนปีนี้ มียอดวิวถึง1.1 ล้านในคอมเมนต์ก็มีผู้หญิงจำนวนมากเรียกร้องให้แบรนด์ออกแบบลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน

 

ที่มา:Tuke

บนInstagram Glamnetic ใช้กลยุทธ์ “โฆษณา+คอนเทนต์+คอมมูนิตี้”

ด้านหนึ่งใช้เครื่องมือโฆษณาแบบแม่นยำ ส่งโฆษณาสินค้าไปยังกลุ่มเป้าหมายและขยายครีเอทีฟที่มีอัตราแปลงสูงผ่านการทดสอบ A/B ด้วยคอนเทนต์หลากหลาย

อีกด้านหนึ่ง Glamnetic ยังรักษาคอนเทนต์รีวิวจากผู้ใช้จริงจำนวนมาก ทั้งขนตาและเล็บ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ “สวย สนุก แมทช์ง่าย” อย่างต่อเนื่อง

กลยุทธ์ขับเคลื่อนด้วยโฆษณาและคอนเทนต์นี้ ทำให้แบรนด์สามารถดึงดูดความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมั่นคง แม้ในแพลตฟอร์มที่มีการแข่งขันสูง ด้วยการเปิดเผยอย่างต่อเนื่องและการอัปเดตสไตล์ภาพลักษณ์

 

ที่มา:Instagram

2. เว็บไซต์อิสระ

เว็บไซต์อิสระในระบบนี้มีบทบาทเป็น“การรองรับและสะสม” เป็นปลายทางของทราฟฟิกจากโซเชียลมีเดียทั้งหมด

Glamnetic ใช้เว็บไซต์อิสระของตัวเองในการรองรับผู้เข้าชมจาก Tuke, Instagram ฯลฯ โดยใช้เรื่องราวแบรนด์ การให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้า การแสดง UGC และการแนะนำชุดสินค้าหลายชิ้น เพื่อเพิ่มเวลาการเข้าชมและอัตราการสั่งซื้อ

กลยุทธ์ที่ใช้คอนเทนต์หลายแพลตฟอร์มดึงลูกค้าในส่วนหน้า และใช้เว็บไซต์อิสระกับการบริหารจัดการอย่างละเอียดในส่วนกลางและหลังบ้านเพื่อ“เลี้ยงดูผู้ใช้”แท้จริงแล้วคือการใช้ทราฟฟิกสาธารณะเพื่อสร้างสินทรัพย์ส่วนตัวระยะยาวของแบรนด์ เพื่อรองรับการเปิดตัวสินค้าใหม่และขยายหมวดหมู่ในอนาคต

 

ที่มา:Glamnetic

สรุป

จากเส้นทางการเติบโตของแบรนด์ Glamnetic จะเห็นได้ว่าในการบุกตลาดต่างประเทศ ไม่ควรโฟกัสแค่การเติบโตระยะสั้นของแพลตฟอร์มเดียว หรือพอใจกับการรับจ้างผลิตหรือขายราคาถูกเท่านั้น แต่ควรหาจุดสมดุลระหว่างสินค้า แบรนด์ และช่องทางจำหน่าย

สำหรับบริษัทในประเทศที่ต้องการ Tuke ประสบการณ์ล้ำค่านี้ควรนำไปปรับใช้ด้วยการลองผิดลองถูก ปรับกลยุทธ์ และเข้าใจผู้บริโภคในพื้นที่เชื่อว่าในอนาคตจะมีบริษัทในประเทศจำนวนมากที่สามารถสร้างเรื่องราวการเติบโตของตัวเองในตลาดต่างประเทศได้

ขออวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จล่วงหน้า!